ปอกเปลือกใจ 'ผู้ชายป้ายเหลือง' แดนโรตี

Thursday, April 3, 2008

ที่มา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2551

"ผู้ชายขายตัว" หรือ"จิกะโล่" ในสแลงที่ต่างชาติเรียก เป็นกลุ่มที่ถูกรวมเข้ารวมกับกลุ่มคนในเงามืดของสังคมอินเดีย แต่เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้สื่อข่าวบีบีซีได้มีโอกาสไปพบปะพูดคุยกับกลุ่มผู้ชายป้ายเหลืองในเมืองกัลกัตตา หวังหาคำตอบว่า อะไรคือสิ่งที่ทำให้ชาย 4 คนซึ่งมาจากครอบครัวคนชั้นกลางในอินเดีย ยอมทิ้งงานอันน่าเบื่อเพื่อไปทำงานขายความสุขทางเพศรสให้แก่หญิงสาวท่ามกลางหมู่คนในเมืองทางตะวันออกของประเทศ หลังจากที่ลองลิ้มชีวิตใต้โคมแดงมานานดิบาการ์ สัมฤทธิ์ พัลลาบ และ โกตัม ผู้ชายป้ายเหลือง 4 คนก็ตัดสินใจทำงานร่วมกับกลุ่มที่เรียกว่า"อนันดัม"ซึ่งมีสมาชิกเป็นทั้งกลุ่มรักร่วมเพศ ทั้งเกย์ เลสเบี้ยน กลุ่มผ่าตัดแปลงเพศหรือกลุ่มรักสองเพศ(Bisexuals)ด้วย โดยมีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้มีโครงการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีในคนกลุ่มนี้ นอกจากความกล้าในการทำงานร่วมกับกลุ่มอนันดัม หนุ่มทั้ง 4 คนยังออกจากเงามืดมาเปิดเผยปัญหาในสังคมและเรื่องราวชีวิตตัวเองซึ่งมีน้อยคนนักที่จะรู้เพราะการพูดถึงเรื่องเพศยังคงเป็นเรื่องต้องห้าม เช่นเดียวกับการที่กลุ่มรักร่วมเพศ และการเรียกร้องทางเพศถือเป็นเรื่องผิดกฎหมายในอินเดีย โสเภณีส่วนใหญ่ในแดนภารตะ มักจะเดินเตร็ดเตร่ตามท้องถนนหรือทำงานในย่านโคมแดงที่เฟื่องฟูเพื่อหาลูกค้า แต่หนุ่มป้ายเหลืองเหล่านี้ต้องใช้วิธีเดินตระเวนไปยังย่านธุรกิจ หรือทำงานตามโรงอาบอบนวดมอซอ หรือใช้วิธีเหวี่ยงแหไปในห้องแชตรูมบนอินเทอร์เน็ต ในเมืองใหญ่ๆ จะมีผู้ชายขายตัวเหล่านี้ทำงานอยู่หลายพันคน และมีทีท่าว่ากำลังเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ตทำให้พวกเขาทำธุรกิจเช่นนี้ได้ง่ายขึ้น แต่แม้จะทำงานในแวดวงแห่งกามาซึ่งเป็นกลุ่มที่ถูกมองว่าเสี่ยงที่จะติดโรคมากที่สุดในประเทศ แต่ชายเหล่านี้กลับเป็นกลุ่มรณรงค์เพื่อป้องกันการติดเชื้อเอดส์อย่างแข็งขันมากที่สุดกลุ่มหนึ่งในประเทศด้วยเช่นกัน "ไม่มีใครคิดออกจริงๆ ว่าพวกเรากำลังทำอะไรอยู่ ปัญหาอะไรที่พวกเรากำลังเผชิญ ในอินเดีย ทุกคนมักจะคิดว่า ผู้ชายขายตัวทำเพื่อความสนุก เพื่อนบางคนถึงกับบอกผมด้วยว่า"พวกนายช่างมีชีวิตที่น่าอิจฉาเสียนี่กระไร"สัมฤทธิ์ หนุ่มวัย 30 ต้นๆ ผู้จบการศึกษาปริญญาตรีสาขาวิทยาศาสตร์ กล่าวอย่างเซ็งๆ ผู้ชายขายตัวส่วนใหญ่ในอินเดียมักจะบอกเล่าบูมหลังเรื่องราวของว่าตัวเองมาจากชนชั้นกลางหรือชนชั้นล่าง และได้รับคำแนะนำให้เข้าสู่โลกแห่งการขายกามจากเพื่อนๆ การร่วมงานปาร์ตี้ หรือการทำงานในอาบอบนวดซอมซ่อที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดทั่วประเทศ กลยุทธหาลูกค้าทุกวันนี้ยังพัฒนาไปถึงการโฆษณาตามหน้าหนังสือพิมพ์ และตามนิตยสารประเภท"เพื่อนทางจดหมาย"หรือบางคนก็เปิดตัวเลยว่าทำงานเป็น"คู่เดท"หรือยินดีเป็น"เพื่อน"ให้กับลูกค้า พวกเขายังเผยด้วยว่า ไม่เพียงแต่ลูกค้าจะจ่ายเงินค่าเสพรักที่อาจสูงถึง 1,000 รูปี(ราว 825 บาท)ต่อชั่วโมงเท่านั้น แต่ลูกค้ายังช่วยเติมเงินโทรศัพท์มือถือให้ รวมทั้งจ่ายค่าโทรศัพท์ไว้ต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อไว้โทรศัพท์และเพื่อมีเซ็กซ์ผ่านโลกไซเบอร์กัน นอกเหนือจากเสนอบริการลึกซึ้งกับลูกค้าผู้หญิงที่พร้อมยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อเซ็กส์ที่นับวันมีแต่จะเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ดี งานนี้ก็ไม่ใช่งานที่ทำได้ง่ายๆ เลยในกรณีที่ไม่มีสถานบริการ ผู้ชายขายตัวอย่างสัมฤทธิ์จะออกทำงานหลังพลบค่ำเพื่อหาลูกค้าตามที่หลายตาไว้ ส่วนใหญ่เป็นชนชั้นสูงหรือชนชั้นกลางหรือหญิงร่ำรวยที่มักจะขับรถเข้ามาพร้อมกับกระจกติดฟิล์มสีเข้ม "นี่ไม่ใช่เกมหรือเรื่องสนุกอย่างที่ใครทุกคนคิดกัน โสเภณีผู้หญิงอาจจะเผชิญกับการใช้ความรุนแรงหรือถูกโกงค่าตัว เราก็พบกับสถานการณ์เช่นนั้นเหมือนกัน
"สันทีป ชา ผู้ชายป้ายเหลืองอีกคนหนึ่งเผย สันทีปจบการศึกษาปริญญาตรีสาขาบัญชีเป็นลูกชายนายธนาคารที่เข้าสู่วงการค้ากามหลังเงินขาดมือขณะทำงานเป็นลูกจ้างบริษัทขายยาขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของประเทศ ที่มีสำนักงานอยู่ในกรุงนิวเดลี "ลูกค้ามักจะไม่ยอมจ่ายผม และเมื่อผมทักท้วง พวกเขาก็ขู่ว่าจะไปฟ้องตำรวจว่าผมข่มขืนเขา และก็มีลูกค้าประเภทที่ชอบจี้บุหรี่ลงบนร่างกายพวกเรา ทุกวันนี้ผมต้องเริ่มคิดเงินค่าจี้บุหรี่บนตัวเป็นเงิน 500 รูปี(ราว 360 บาท)ต่อมวน"สันทีปเผย แต่แม้จะเผชิญกับปัญหานานัปประการสันทีปก็ยอมรับว่าทุกวันนี้หาลูกค้าได้ง่ายขึ้นมากเช่นเดียวกับสัมฤทธิ์และเพื่อนที่เผยว่าพฤติกรรมของผู้หญิงที่หาซื้อความสุขใส่ตัวได้เปลี่ยนไปแล้ว "เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ลูกค้าทั้งหลายจะเป็นพวกคนระดับสูง เมียนักธุรกิจ ผู้บริหาร ข้าราชการแต่ตอนนี้หญิงชนชั้นกลางก็เรียกใช้บริการเรา"สัมฤทธิ์เผย ขณะที่สันทีปเสริมว่าไม่ใช่เรื่องยากที่จะติดต่อกับลูกค้าอีกต่อไปแล้ว "ผู้หญิงที่หาเราไม่เขินอายอีกต่อไปแล้วพวกเธอมืออาชีพเหมือนกับพวกผู้ชายที่หาหญิงบริการเลยล่ะ"สันทีปกล่าว ก่อนจะเผยว่าตัวเองพบลูกค้าคนแรกในงานปาร์ตี้ของเพื่อน เธอเป็นภรรยาขี้เหงาของนักธุรกิจคนหนึ่ง ซึ่งพบปะกันก่อนที่ทั้งคู่จะเริ่มออกเดทกันหลายครั้ง "ตอนแรกเธอจ่ายเงินเพื่อให้ผมออกไปเป็นเพื่อน ก่อนจะจ่ายเงินเพื่อแลกกับเซ็กส์ เธอจะให้เงินติดกระเป๋าผม โดยการที่อยู่กับเธอ ผมสามารถหาเงินได้ 800 รูปีทุกครั้งที่เราพบกัน
ดังนั้นผมจึงคิดว่า ทำไมผมจึงไม่เข้ามาสู่วงการค้าเนื้อหนังเช่นนี้บ้างล่ะ"สันทีปเผยอย่างตรงไปตรงมา ส่วนกลุ่มที่อายุน้อยกว่าอย่างโกตัม พัลลับ และ อดิทยา ที่ออกจากโรงเรียนเพื่อมาเป็นหมอนวดก่อนจะตัดสินใจขายบริการ เผยว่า ลูกค้าทุกคนก็ไม่ได้โตตามวัยสักเท่าไหร่ บางคนก็แค่หลับนอนกับผู้ชายเพื่อทำให้รสรักกับครอบครัวยังคงดำเนินไปได้ด้วยดี "ผู้หญิงบางคนก็เรียกร้องมากเหลือคนบางคนนี่ถึงกับทำให้ผมช็อคไปเลยกับการเลี้ยงดูอบรมสั่งสอนแบบชนชั้นกลาง แถมบางครั้งเวลาหาลูกค้าไม่ได้ พวกเราก็ต้องนอนกับผู้ชายนี่ไม่ใช่เรื่องสนุกอย่างที่ใครคิดแน่นอน"พัลลับ กล่าวทิ้งท้าย

มลฤดี จันทร์สุทธิพันธุ์ : เรียบเรียง

ชายขายตัว" ถูกตีตราเป็นสินค้าผิดจารีต เพราะสังคมตั้งค่าว่าชายต้องรักหญิง


ดึกแล้ว พื้นที่บริเวณสวนสาธารณะสราญรมย์ สะพานหัวช้างโรงสี กระทรวงมหาดไทย ชายหนุ่มหลายคนแต่งตัวดียังนั่ง ยืน อยู่บริเวณป้ายรถเมล์ มองผ่านอาจคิดว่าเขาคงกำลังรอคอยรถประจำทาง แต่รถเมล์ผ่านไปคันแล้วคันเล่า พวกเขาเหล่านั้นก็ไม่มีทีท่าว่าจะขึ้นรถเมล์แต่ประการใด ทำให้มั่นใจว่า "พวกเขา" เหล่านั้น คงมีจุดประสงค์อื่นที่ไม่บอกก็รู้ "จำหน่ายบริการ"!!!

ขณะที่โลกกำลังหมุนสู่ยุคโลกาภิวัตน์ ความเท่าเทียมกันในความเป็น "มนุษย์" เป็นสิ่งที่คนในสังคมให้ความสำคัญมากขึ้น แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าปรากฏการณ์ "ชายเป็นใหญ่" "คนดำถูกเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม" "คนผอมเท่านั้นถึงจะสวย" ก็ยังคงเป็นทัศนคติและค่านิยมที่ "สังคมส่วนใหญ่" ฟันธงว่า "ถูกต้อง"
เช่นเดียวกับ กลุ่ม "ชายผู้ค้า" ข้างต้น ที่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัยก็ยังถูกคนทั่วไป "ผลักไส" ให้ไปอยู่ชายขอบและ "ตีตรา" ว่า บุคคลกลุ่มนี้เป็นพวก "ผิดจารีต"อาจารย์สันต์ สุวัจฉราภินันท์ อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.เชียงใหม่ เกิดคำถามต่อทัศนคติต่างๆ ข้างต้นว่า แท้จริงแล้วความคิด "พวกฉัน" เท่านั้น "ถูก" เกิดขึ้นได้อย่างไร และความเป็น "พวกฉัน พวกแก" ส่งผลต่อคนในสังคมอย่างไร และสิ่งที่ถูกกำหนดว่า "ถูกต้อง" หรือ "ผิด" เป็นไปตามนั้นจริงๆ หรือไม่ วิทยานิพนธ์หัวข้อ "ที่ว่างของผู้ชายขายตัว" จึงเกิดขึ้นเจ้าของวิทยานิพนธ์บอกว่า เขาเลือกศึกษากลุ่มชายขายตัว เป็นกรณีศึกษาหนึ่ง เพื่อให้เข้าใจและเห็นภาพของ "โครงสร้างเชิงอำนาจ" ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพราะกลุ่มคนชายขอบเหล่านี้ถูกกระทำจากผู้มีอำนาจทั้งจากสังคมและจากผู้ซื้อบริการที่เห็น "พวกเขา" เป็นเพียงสินค้าชิ้นหนึ่งเท่านั้น โดยเลือกเก็บข้อมูลบริเวณสวนสราญย์รมย์และผับย่านสุรวงศ์"การศึกษาค้นพบว่า รหัสที่ทำให้พวกเขากลายเป็นคนผิด คือ บรรทัดฐานของแนวความคิดการรักต่างเพศ ชายต้องรักหญิงเท่านั้นจึงจะถูกต้อง ส่งผลให้คนรักเพศเดียวกันถูกสังคม "กล่าวหา" ว่า คุณทำสิ่งผิดทำนองคลองธรรมหรือผิดประเพณี ไม่ได้การยอมรับจากคนในสังคม ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว ทุกคนไม่รู้หรอกว่าบรรทัดฐานนั้นมันผิดหรือถูก เพียงแค่พ่อแม่ คนรอบข้างบอกต่อกันมา"เมื่อกลุ่มชายขายตัวถูกกระทำให้เป็นเพียงสินค้าและไม่ได้ยอมรับในสังคม ในงานวิจัยชิ้นนี้ระบุว่า พวกเขาจะใช้วิธีแสดงออกเพื่อให้เกิดการยอมรับจากตัวเอง เช่น กลุ่มที่อยู่ในผับ เมื่ออยู่บนเวทีจะใช้วิธีมองที่กระจกที่ติดอยู่รอบด้าน เพื่อเบนความสนใจไม่ต้องพบกับสายตาที่จับจ้องเขา ขณะที่กลุ่มชายบริเวณสวนสราญรมย์จะใช้วิธีแอบหลบซ่อนตามสุมทุมพุ่มไม้ หรือเลือกนั่งที่ป้ายรถเมล์ให้ไฟสปอตไลท์จากป้ายโฆษณาอยู่ด้านหลังทำให้ใบหน้ามืด เป็นต้น จากการลงพื้นที่เข้าไปคลุกคลีกับกลุ่มผู้ชายขายตัว อาจารย์สันต์พบว่า สิ่งที่พวกเขาพยายามต่อสู้และเรียกร้องสังคมมากที่สุด คือ "ความมีตัวตน" ที่เขาสามารถยืนอยู่บนพื้นที่ในสังคม ซึ่งหมายถึงต้องมีกระบวนการปกป้องดูแล ทั้งในเรื่องการศึกษาที่เพียงพอ หรือการช่วยเหลือต่างๆ ซึ่งทุกวันนี้ กลุ่มชายขายตัวเริ่มรวมตัวกันเพื่อให้เกิดอำนาจต่อรองมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ทั้งนั้น อาจารย์สันต์ย้ำว่า การศึกษาของเขาไม่ได้มีเจตนาที่จะสนับสนุนให้อาชีพชายขายบริการดำรงอยู่ต่อไป หรือเรียกร้องสิทธิแทนชายขายตัวเหล่านี้ เขาเพียงต้องการให้สังคมมองกลุ่มคนเหล่านี้ด้วยความเข้าใจมากยิ่งขึ้น แม้ว่าการบอกให้สังคมกลุ่มใหญ่ยอมรับจะเป็นเรื่องค่อนข้างยาก แต่ถ้าทุกฝ่ายร่วมมือกัน ไม่มองว่าพวกเขา "เป็นปัญหา" ความเข้าใจคงจะเกิดขึ้นได้ไม่ยากนักไม่ปฏิเสธว่าแม้ทัศนคติบางอย่างที่สังคม "กลุ่มใหญ่" คิดได้กลายเป็นบรรทัดฐานของสังคมไปแล้ว แต่คงจะดีไม่น้อยหากเราเข้าใจคนที่ไม่ได้ยึดบรรทัดฐานเดียวกัน เพราะนั่นไม่ได้กำหนดว่าเราถูก หรือเขาผิด
แหล่งข้อมูล:
มติชน 20 ตค. 48

20 ตุลาคม 2548 11:45 น.

"ผู้ชายขายตัว" กับลีลาบนพื้นที่ชายขอบ



...แสงไฟนวลสาดส่องต้องผิวกายยามค่ำคืน บนถนนอันเงียบเหงา ชายหนุ่มเฝ้าชะเง้อมองรถคันแล้วคันเล่า ทอดสายตาภาษากายเร่งเร้าแก่รถที่ชะลอ เปิดไฟเลี้ยวเพื่อต่อรองราคา...ชีวิตของพวกเขายังคงเวียนวนอยู่ในพื้นที่แคบๆ มุมมืดของสังคม ชายเหล่านี้แฝงเร้น ซ่อนกาย อำพรางตัวตนที่แท้จริงในบริบทของสังคมที่ถูกตีตรา กำหนดคุณค่าของความเป็นมนุษย์
เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร(องค์กรมหาชน) "สันต์" สุวัจฉราภินันท์ นักศึกษาปริญญาเอก University of London ได้นำเสนอ วิทยานิพนธ์ในสาขาสถาปัตยกรรม ประวัติศาสตร์และทฤษฎีการออกแบบ (Architectural History and Theory) เรื่อง "ที่ว่างของผู้ชายขายตัว" การเมืองเอกลักษณ์ สภาวะการครอบครองเชิงอำนาจ และการต่อรองอำนาจ (Identity Politics, Objectification and Resistance) เพื่อความเข้าใจคนกลุ่มนี้มากยิ่งขึ้น สันต์ เปิดฉากกล่าวถึงแรงขับดัน ขั้วอำนาจ ความไม่เท่าเทียมกันในสังคม ซึ่งส่งผลให้เกิดเป็นกลุ่มคนที่ตกอยู่ในห่วงของอำนาจ กลายเป็นเหยื่อที่ถูกสังคมมองอย่างตำหนิ สันต์ บอกว่า วิทยานิพนธ์ ของเขาเน้นที่การมองอย่างเข้าใจ และรื้อโครงสร้างความหมายเดิม ที่ครอบคลุมเอาไว้บนความรู้ ความคิด ที่เกี่ยวข้องกับ "เพศสภาพ" และ "เอกลักษณ์" ทางเพศ บทบาททางเพศ และรสนิยมทางเพศ หรือ "อัตลักษณ์" ทางเพศที่สำคัญคือความรู้และความเข้าใจกับสิ่งเหล่านี้บนพื้นที่สาธารณะในเมือง ก่อให้เกิดตัวตนและเอกลักษณ์ถูกสร้างและควบคุม โดยกฎเกณฑ์ข้อกำหนด ก่อให้เกิดการแสดงออก การต่อต้าน กระบวนการสร้างเอกลักษณ์ใหม่ และการครอบครอง "ที่ว่าง" ใหม่ ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจของวิทยานิพนธ์เรื่องนี้ สันต์ บอกอีกว่า การเกิดเอกลักษณ์ไม่ได้เกิดแต่แรกหรือติดตัวไปตลอดชีวิต แต่ทว่าเป็นเอกลักษณ์ที่ถูกสร้าง หรือสวมให้จากสังคม จากคนอื่น หรือแม้แต่กลุ่มผู้ซื้อบริการ เอกลักษณ์ของชายขายตัวที่เราคุ้นเคยคือ การมีพฤติกรรมทางเพศที่คล้ายคลึงกับ "กลุ่มเกย์" คือ มีเพศสัมพันธ์ระหว่างชายกับชาย และบ่อยครั้งที่ถูกมองและเข้าใจผิดว่าพวกเขาคือ กลุ่มเกย์ ไปด้วย แต่แท้จริงแล้วผู้ชายกลุ่มนี้ อาจใช่หรือไม่ใช่เกย์ก็ได้ "พฤติกรรมทางเพศ ที่ถูกมองว่าเป็นความประพฤติผิดทางเพศ หรือ การมองร่างกายเป็นสินค้า ที่ตอบสนองกามารมณ์มีผลต่อพื้นที่ เมื่อพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งถูกมองและเข้าใจว่า เป็นพื้นที่ทำมาหากิน ก็จะกลายเป็นจุดด่างดำ เป็นมุมมืดที่ผู้คนพยายามหลบหลีก ดังนั้น "ชายขายตัว" จึงเป็นเสมือนผลผลิตที่เกิดจากการใช้พื้นที่ เป็นผลผลิตจากการคัดออก กีดกัน และจำกัดในระบบการให้คุณค่า ตลอดจนความหมายตามกฎหมาย บรรทัดฐาน และค่านิยมที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกลุ่มคนรักต่างเพศ ถือเป็นคนชายขอบของสังคม" สันต์ ตั้งคำถามว่าอะไรจะเกิดขึ้นบนพื้นที่ที่เคยถูกตรวจสอบ มองเห็นได้ แต่ถูกทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น ที่ว่างของคนกลุ่มนี้ เป็นสิ่งที่ช่วยคิดและเปิดโอกาสให้ความคิดของเราช้าลง ทำให้เห็นความสัมพันธ์เดิม ในมุมมองใหม่ๆ ที่ว่างของผู้ชายขายตัวจึงเป็นเสมือน เครื่องมือที่พยายามสร้าง หรือก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อความคุ้นเคย เกิดการตั้งคำถามต่อสิ่งที่เกิดขึ้นและเป็นไป ที่เราเชื่อกันอยู่ว่ามีอยู่ดังเดิมตั้งแต่ต้น มีอยู่เพียงระบบเดียว ดังนั้น จึงเป็นมุมมองหนึ่งในการเข้าไปทำความเข้าใจ ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับพื้นที่"การซ่อนเร้นจากสายตาที่ถูกจับผิด และแสดงตัวต่อผู้ที่เข้ามาใช้บริการ มีการส่งสัญญาณออกมาอย่างแยบยล โดยเฉพาะในพื้นที่สาธารณะ การสื่อสารมักถูกส่งออกไป ด้วยภาษากาย อย่างการแต่งกาย กริยาท่าทาง การส่งสายตา ด้วยการมอง การใช้แสงไฟสะท้อนเรือนร่าง หน้าตา กัลยาไมตรี โดยที่ผู้ใช้บริการหรือผู้ซื้อ จะแสดงออกด้วยการชะลอรถ ต่อรองราคา"สันต์อธิบายสันต์ ยังได้เก็บข้อมูลโดยการพูดคุยสำรวจสังเกต โดยแบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กรณี คือ กลุ่มที่ขายบริการริมถนน และกลุ่มผู้ขายบริการในสถานบันเทิงซึ่งมักมาในรูปของการแอบแฝง โดยในกรณีแรก พบว่าการจัดระบบของผู้ชายขายบริการมีลักษณะของการทับซ้อนกันอยู่มาก เช่น การจัดระบบจุดยืนขายบริการของหนุ่มหน้าเก่า-ใหม่ ว่าควรยืนอยู่จุดใดบ้าง ซึ่งผู้ขายบริการส่วนใหญ่จะรับรู้ร่วมกันว่า จุดใดเป็นพื้นที่สำหรับนักค้ารุ่นใหม่ หรือพื้นที่สำหรับพ่อค้าผู้ช่ำชอง หรือแบ่งตามบทบาททางเพศ เช่น เป็นผู้รุก ผู้รับ หรือทั้งรุกและรับ หรือรับอย่างเดียว รวมทั้งมีการแบ่งชนชั้นศักดิ์และสิทธิ์ที่เหนือกว่าด้วย สำหรับอัตลักษณ์ของผู้ชายแบบรุก ก็จะมีลักษณะที่แสดงความเป็นชายอย่างโดดเด่นหรือบ่งบอกความเป็นชายทั้งแท่ง สถานที่หรือฉากที่จะเลือกยืนจึงมักเป็นบริเวณที่มีแสงไฟส่องสว่าง เช่น ป้ายรถเมล์ หรือเสาไฟ เพราะกล้าที่จะเปิดเผยมากกว่า และไม่รู้สึกว่าพฤติกรรมทางเพศของตนเองเป็นเรื่องผิดหรือต้องรู้สึกผิด จึงแสดงความเป็นชายออกมาอย่างเต็มที่ ส่วนกลุ่มที่เป็นฝ่ายรับโดยมากจะเป็นชายไม่เต็มร้อย ดังนั้น มักจะอาศัยฉากหลังเป็นริมถนนในการแสดงบทบาทตนเองออกมา ส่วนกลุ่มรับอย่างเดียวจะค่อนข้างแสดงออกถึงความเป็นสาว ซึ่งส่วนมากจะใช้พื้นที่มืดกว่า เช่น มุมใต้ต้นไม้ เป็นต้น ทั้งนี้ รถยนต์ได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือสัญลักษณ์ของชนชั้นทางสังคม ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ชาย ส่วนเส้นทางเดินรถมักเป็น 2 เส้นที่ทับซ้อนกันอยู่ ได้แก่ เส้นที่มาจากราชดำเนิน สีลม สนามหลวง สวนสราญรมย์ ถนนสนามไชย ถนนเจริญกรุง และเส้นถนนข้างวัดโพธิ์ พวกเขาจะนั่งรออย่างไม่มีทีท่าว่าจะไปไหน และยืนเป็นจุดๆ ช่วงหัวโค้ง ใต้ บิลบอร์ดโฆษณา ป้ายรถเมล์ ใต้ต้นไม้ ซึ่งไม่แน่ว่าในอนาคตพื้นที่เหล่านี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงไปตามปัจจัยแวดล้อมต่างๆ เช่น สวนลุมพินี มีการจัดไฟที่สว่างมากขึ้น มีเวรยามเข้มงวด ก็จะเกิดการย้ายถิ่นที่ทำกินสำหรับกรณีศึกษาที่ 2 สันต์ ได้เข้าไปสังเกต เก็บข้อมูลจากสถานบริการประเภท บาร์เกย์ ย่านสุรวงศ์ ซึ่งถือเป็นที่จัดแสดงอย่างเต็มที่ ทำให้วิธีการสร้างตัวเองของชายกลุ่มนี้ มีความแตกต่างออกไป สันต์เล่าว่า ที่นี่มีการใช้สีสันจากการจัดไฟ วัสดุ อุปกรณ์สื่อ ให้เห็นถึงเพศสภาพอย่างชัดเจน สันต์ อธิบายด้วยว่า ย่านสุรวงศ์ บอย ทาวน์ เป็นย่านใจกลางธุรกิจที่เต็มไปด้วยสถานเริงรมย์ ซึ่งชายขายตัวเหล่านี้ เกิดจากแรงกระทำของธุรกิจนั่นเอง ซึ่งนับตั้งแต่มี พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ. 2509 ธุรกิจสถานบริการก็ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด ชายขายตัวเหล่านี้ กลายเป็นเอนเตอร์เทรนเนอร์ เป็นผลผลิตที่ถูกต้องตามกฎหมาย และเป็นพื้นที่ที่ถูกคุ้มครองโดยรัฐ กลายเป็นพื้นที่สีเทาที่คนในสังคมตระหนักรู้ดีอยู่แล้ว "พื้นที่สีเทาจุดนี้มีบรรยากาศแตกต่างจากริมถนนหรือป้ายรถเมล์อย่างชัดเจน คือ มีการจัดแสดงอย่างเป็นสัดส่วน มีทั้งบริเวณเวที การจัดที่นั่งผู้เข้ามาชมโชว์ เพื่อให้ผู้ชายเหล่านี้ได้แสดงความเป็นชายออกมาอย่างเต็มที่ ทำให้ที่นี่มีกฎ ห้ามนำอุปกรณ์ในการเสริมสวยทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นมาสคาร่า แป้งตลับเข้ามา ถ้าจับได้ก็จะย้ายให้ไปอยู่ที่อื่น เป็นบทลงโทษ" ทั้งนี้ จากการสำรวจ 5 บาร์ ดังของสันต์ พบว่า เจ้าของบาร์ส่วนใหญ่มีระบบคิดในการจัดรูปแบบร้านเพื่อกระตุ้นความต้องการ แล้วควักเงินเพื่อให้ลูกค้าให้มากที่สุด โดยการจัดเวทีที่ง่ายต่อการมองเรือนกาย การโชว์ และสร้างความปลอดภัยให้กับลูกค้า มีการใช้แสงสีแดง เพื่อเน้นผิวพรรณให้ผุดผ่อง ดูสดใส และใช้สีม่วงกลบจุดด่างดำของร่างกาย นอกจากนี้ยังเน้นใส่บิกินี่สีขาว เพื่อทำให้สีขาวสะท้อนแสง สร้างจุดเด่น แสงสีเหล่านี้จึงกลายมาเป็นเครื่องสำอาง เป็นแรงกระตุ้น ยั่วยวนอย่างดี "บางครั้งพวกเขาเองก็เกิดความประหม่าในการแสดงบนเวที หนุ่มรายหนึ่งเผยความรู้สึกว่า เขาจะไม่มั่นใจเมื่อแขกหัวเราะคิกคัก และรู้สึกว่าตัวเองไม่ดี เต้นไม่สวยตรงไหน ดังนั้น เขาจะใช้กระจกซึ่งมักติดอยู่ในสถานบริการโดยรอบเพื่อจ้องมองตัวเอง และหลุดลอยเข้าไปอยู่ในจินตนาการของตัวเอง สันต์ยังบอกด้วยว่า นอกจากนี้แล้วก็จะมีการแบ่งระดับชั้นของสังคมเชื้อชาติด้วย เพราะหากแขกเป็นชาวต่างชาติก็จะได้เงินมากกว่า ซึ่งจุดนี้เองทำให้มีเกย์ซึ่งไม่พอใจกับการตกอยู่ใต้อำนาจเงินของฝรั่ง ทำให้ต้องหลีกหนีออกมา โดยช่วงปี 2515 ย่านสีลมจึงเป็นแหล่งที่ 2 ที่มีที่เที่ยว เป็นบาร์นั่ง แบบไลฟ์สไตล์ สำหรับเกย์เกิดขึ้น กลายเป็น 2 ดินแดนที่ปะทะกันโดยไม่ได้มีการติดต่อสื่อสารกัน อย่างไรก็ดี ส่วนตัวแล้ว สันต์ มองว่า การขายบริการของชายขายตัวก็เป็นอาชีพหนึ่ง ซึ่งควรจะยอมรับว่าเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่ไม่สามารถแก้ไขได้ ดังนั้นที่สำคัญคือการที่เขาเหล่านั้นต้อง "รู้ตัว" รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ ทำเพื่ออะไร และจะมีวิธีป้องกันตนเองจากโรคร้ายอย่างไรบ้าง เพราะเขามีสิทธิในร่างกาย แต่ต้องไม่เกินขอบเขตและสร้างความเดือนร้อนให้แก่สังคม สันต์ ทิ้งท้ายโดยชี้ให้เห็นถึงวัตถุประสงค์ของงานวิทยานิพนธ์ชิ้นนี้ว่า ผลของวิทยานิพนธ์นี้ ไม่ใช่การพิจารณาหรือตัดสินว่า "ชายขายตัว" เป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดี ถูกหรือผิด แต่เป็นการตั้งคำถามต่อสังคมว่า "พวกเขาผิด" ก็ไม่ได้หมายความในทางกลับกันว่า "พวกเราถูก" เสมอไป แต่หากพวกเขาผิด ก็น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นให้คิดต่อไปว่า "ผิดอย่างไร" "อะไรที่ทำให้ผิด" ก่อนที่จะตัดสินใจลงไปว่าอะไรผิดอะไรถูก "ที่ว่างของผู้ชายขายตัว" จึงเป็นเสมือนเครื่องมือเข้าไปตรวจสอบกระบวนการพิจารณา หรือการให้คุณค่าว่า สิ่งใดที่ถูก สิ่งใดที่ไม่ดี มันเกิดขึ้นได้อย่างไร หรือเป็นเพียงการพยายามสร้างสถานการณ์ที่ทำให้คู่ตรงข้ามผิด เพื่อเราจะเป็นฝ่ายถูกเสมอไป สิ่งสำคัญที่อยากให้เกิดขึ้น คือ การเข้าใจคนกลุ่มนี้มากขึ้นเละคงคุณค่าของความเป็นมนุษย์...
แหล่งข้อมูล:
ผู้จัดการ 11 ตค. 48

11 ตุลาคม 2548 09:27 น.

9 ถนนโลกีย์ ค้ากามโจ๋งครึ่มเย้ยฟ้าท้าตำรวจ

ข้างถนนทั่วกรุงเทพฯ 9 แห่งพบว่ายังคงมีการซื้อขายบริการทางเพศทุกแห่งอย่างชัดเจน ลูกค้ามีตั้งแต่กรรมกรไปจนถึงเศรษฐี ทั้งชาย หญิงแห่ไปใช้บริการ ที่มีให้เลือกทุกรูปแบบ โสเภณีทุกรุ่น ทุกวัย ทั้งไทยทั้งเทศออกเตร็ดเตร่ล่าลูกค้าแบบเย้ยฟ้าท้าตำรวจ ฝ่ายตำรวจบ่นปวดหัวจับไม่รู้จักหมด ท้องที่ไหนกวาดล้างก็จะไปโผล่อีกแห่ง แม้ตำรวจจะระดมกวาดล้างแหล่งค้าประเวณีเป็นระลอก แต่ก็ไม่ทำให้บรรดาคุณตัวทั้งชายและหญิงหวั่นเกรงแต่อย่างใด และยังคงปักหลักหากิน กระจัดกระจายกันอยู่จนทุกวันนี้ ทีมข่าว "คม ชัด ลึก" ได้ออกสำรวจ 9 แหล่งค้าประเวณีพบว่า ยังมีหญิงชายคอยให้บริการกันอย่างโจ๋งครึ่ม และไม่มีท่าทีว่าจะกลัวเกรงเจ้าหน้าที่บ้านเมืองแต่อย่างไร ที่สำคัญคือ โสเภณีขณะนี้มีวัยไม่ถึง 20 ปี
แม่ค้าส้มตำ "หัวลำโพง"
แหล่งขายบริการแหล่งแรกเป็นบริเวณ "หัวลำโพง" ที่นี่มีลักษณะการค้าประเวณีไม่เหมือนที่อื่นคือ หากต้องการหญิงบริการจะต้องไปเดินดูแม่ค้าส้มตำ เพราะตลาดเนื้อสดแห่งนี้ใช้วิธีการขายส้มตำบังหน้ากลบเกลื่อนการค้าประเวณี สำหรับแม่ค้าส้มตำกว่า 20 เจ้าที่นี่ส่วนใหญ่จะอยู่ในวัยประมาณ 15-25 ปีหน้าตาจิ้มลิ้ม ใส่เสื้อสายเดี่ยวรัดรูป รองเท้าส้นตึก ใช้โทรศัพท์มือถือราคาแพง มาปูเสื่อขายส้มตำหาลำไพ่พิเศษซึ่งหากดูย้อนกลับไปเมื่อ 2-3 ปีก่อนผู้หญิงที่มาขายบริการจะมีอายุไม่ต่ำกว่า 30 ปี และไม่มีการแต่งเติมสีสันบนหน้าตาใช้ลิปสติกเพียงแท่งเดียวก็ออกหากินได้แล้ ว ตลาดค้าเนื้อสดแห่งนี้จะเริ่มทันทีเมื่อตะวันลับตกดิน บรรดาหญิงขายบริการจะทยอยกันออกมายึดหัวหาดตั้งร้านอยู่ริมฟุตบาทด้านถนนพระ รามสี่ รายล้อมบริเวณรอบสถานีรถไฟหัวลำโพง "แอ๋ว" หญิงขายบริการวัย 20 ปีในชุดเสื้อรัดรูปสีชมพูอ่อน กางเกงยีนส์ขายาวสีขาว เล่าว่า หญิงสาวที่ขายบริการอยู่ที่นี่ประจำมีอยู่ประมาณ 20 คน แต่ฤดูที่ไม่ทำไร่ทำนาจะมีมากเป็นพิเศษ สำหรับหาบส้มตำที่วางขายกันอยู่นั้นเธอกล่าวว่า เอามาจากเจ้าเดียวกันเกือบทั้งหมด ย่านถนนไมตรีจิต เพียงไปสั่งจองว่าต้องการหาบส้มตำ เจ๊เจ้าของหาบก็จะจัดหาเตรียมไว้ให้ ขายราคาจานละ 20 บาท จะได้ครกละ 5 บาท หากต้องไปกับแขกก็ต้องฝากหาบส้มตำไว้กับเพื่อนที่อยู่ใกล้ๆ ให้ช่วยขายให้ สำหรับลูกค้าที่มาใช้บริการส่วนใหญ่จะเป็นคนที่ใช้แรงงานอยู่ละแวกนี้ ค่าใช้บริการก็มีเพียงราคาเดียวคือ 500 บาท ทั้งนี้ยังไม่รวมค่าห้องอีก 150 บาทให้เวลาไม่เกิน 1ชั่วโมง +
วงเวียน 22 แหล่งค้าประเวณีดั้งเดิม
ขณะที่ตลาดค้าบริการย่านหัวลำโพงกำลังคึกคัก ตลาดค้าเนื้อสดย่านถนนไมตรีจิต ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก็คึกคักไม่แพ้กัน หญิงขายบริการมียืนเรียงรายอยู่สองฟากถนนกว่า 50 คน ตามมุมมืดหน้าโรงแรมจิ้งหรีด จากการสอบถามหญิงที่ขายบริการทราบว่าพวกเธอย้ายมาจากวงเวียน 22 กรกฎา เป็นส่วนใหญ่ เพราะถูกกวาดล้างจากตำรวจท้องที่อย่างต่อเนื่อง ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า การกวาดล้างผู้หญิงขายบริการบริเวณถนนไมตรีจิต ค่อนข้างลำบากเนื่องจากมีซอยเล็กซอยน้อยมากมาย ทะลุต่อกันได้ สำหรับราคาค่าบริการอยู่ที่ 300 - 500 บาท ส่วนค่าเช่าห้องหรือโรงแรมชั่วคราว 2 ชั่วโมงอยู่ที่ประมาณ 150 ค้างคืนอยู่ที่ 300 บาท ส่วนลูกค้าที่นิยมใช้บริการจะเป็นกลุ่มเดียวกับลูกค้าที่มาใช้บริการที่หัวล ำโพง
อีตัวหนุ่มใกล้กรม รด.
สำหรับแห่งที่สาม เราได้เข้าไปสำรวจบริเวณหน้าวังสราญรมย์ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีในหมู่นักเที่ยวที่ต้องการใช้บริการทางเพศกับเด็กหนุ่ม ว่าบริเวณดังกล่าวถือเป็นตลาดใหญ่ที่กำลังได้รับความนิยม ตั้งแต่ 2 ทุ่มเป็นต้นไปบริเวณริมฟุตบาทด้านหน้าวังสราญรมย์ กรมแผนที่ทหาร กรมการรักษาดินแดน ตลอดแนวริมรั้ววัดโพธิ์ไปสิ้นสุดที่หน้ากระทรวงกลาโหม จะมีเด็กหนุ่มวัยรุ่นหน้าตาดี ร่างกายกำยำ ล่ำสัน ยืนรวมตัวจับกลุ่มกันเป็นแนวยาว ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีในหมู่นักเที่ยวที่ต้องการใช้บริการทางเพศกับเด็กหนุ่ม ว่าบริเวณดังกล่าวถือเป็นตลาดใหญ่ที่กำลังได้รับความนิยม ผู้ชายขายบริการที่นี่ส่วนใหญ่จะแต่งกาย ด้วยเสื้อผ้าสะอาดสะอ้านดูทะมัดทะแมง บริเวณริมหัวถนนหน้ากรมแผนที่ทหาร เป็นจุดแรกที่มีเด็กวัยรุ่นผู้ชายจับกลุ่มพูดคุยกันอยู่ด้วยอิริยาบถแตกต่าง กันไป สายตาคอยสอดส่ายหาลูกค้าทั้งขาจรและขาประจำที่เคยมาใช้บริการ ถัดขึ้นมาบริเวณริมฟุตบาทหน้ากรมการรักษาดินแดน จากการสังเกตพบว่าผู้ขายบริการส่วนมากจะเป็นเกย์คิงส์ ซึ่งกลุ่มนี้จะยืนเรียงรายให้เลือกอยู่มากพอสมควร หากเลยออกไปอีกหน่อยบริเวณด้านหน้าวังสราญรมย์ รอบรั้ววัดโพธ์ จนถึงหน้ากระทรวงกลาโหม กลุ่มผู้ขายบริการก็จะเปลี่ยนไปเป็นสาวประเภท 2 แต่ก็ยังมีหญิงแท้ให้เห็นบ้างประปราย ตรงจุดนี้จะมีผู้ขายบริการมากกว่าจุดอื่นประมาณกลุ่มละ 7-8 คน และมีมากกว่า 10 กลุ่ม หลังจากเฝ้าสังเกตการณ์อยู่นานกว่า 4 ชั่วโมง ทีมงาน "คม ชัด ลึก" ทำทีเข้าไปทาบทามขอซื้อบริการจากชายคนหนึ่งในกลุ่ม ซึ่งมีรูปร่างสันทัด ผิวเหลือง อายุประมาณ 27-28 ปี ขณะยืนหาลูกค้าอยู่หน้ากรมแผนที่ทหาร เมื่อขับรถเข้าไปใกล้ชายหนุ่มคนดังกล่าวกลับเดินเลี่ยงออกไปทางอื่น ทำให้เพื่อนๆ ที่อยู่ใกล้เคียงต่างแยกย้ายกันไปคนละทิศละทาง แต่ระหว่างที่ขับรถไปจอดที่หน้ากรมการรักษาดินแดน กลับมีชายหนุ่มอีกคนรูปร่างสูง ท่าทางสะอาดสะอ้านคนหนึ่งซึ่งยืนรอท่าอยู่ พอได้จังหวะจึงชะโงกหน้าเข้ามาในรถพร้อมกับเสนอขายบริการให้ทันที "พี่จะเรียกผมไปไหมครับ ผมขอ 500 บาท ผมเป็นได้ทั้งสองอย่าง พี่มากันกี่คนครับผมมีเพื่อน แล้วพี่มีที่ค้างหรือเปล่าถ้าไม่มีผมจะพาไป ตรงที่พี่ผ่านมานั่นส่วนใหญ่เขาให้บริการแต่ผู้หญิง ถ้าเป็นผู้ชายต้องมาตรงนี้ คนที่มาหาซื้อบริการส่วนใหญ่จะมีทั้งผู้ชายผู้หญิงคละเคล้ากันไป มีตั้งแต่พวกรับจ้างขนผักที่ปากคลองตลาด ไปจนถึงคนรวยหรือบางครั้งก็มีดารามาใช้บริการเหมือนกัน" ชายหนุ่มจาระไน "ตุ้ย" เด็กหนุ่มวัย 19 ปี คือคนที่เข้ามาเจรจากับทีมงาน กล่าวว่า สถานที่แห่งนี้ผู้ขายและผู้ซื้อบริการจะแยกกันชัดเจน ลูกค้าส่วนมากจะรู้ว่าโซนไหนขายบริการประเภทใด สำหรับนักเที่ยวขาจรจะสุ่มมาตามคำบอกเล่า แต่ด้วยสัญชาตญาณของนักเที่ยวแล้ว จะสามารถสื่อกันได้เองโดยอัตโนมัติ ราคาค่าตัวจะมีตั้งแต่ 150 บาทไปจนถึง 1,500 บาท ตามเกรดของสินค้าและการตกลง "ตุ้ย" เล่าอีกว่า สถานที่ใช้บำเรอกามนั้นมีหลายแห่ง มีทั้งราคาถูกไปจนถึงราคาแพง ถ้าเป็นโรงแรมจิ้งหรีดก็ถูกหน่อย ชั่วโมงละ 20 - 50 บาท ส่วนม่านรูดชั่วโมงละ 120 - 150 บาทมีห้องน้ำในตัว อยู่หลังศาลอาญาและกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีในหมู่ผู้ชายขายบริการทุกคน "สำหรับลูกค้าระดับล่างที่ไม่มีแม้แต่เงินค่าโรงแรม จะใช้รถเมล์ที่จอดอยู่ที่ท่ารถเป็นสถานที่สำเร็จกิจ ส่วนโรงแรมใหญ่ตรงข้ามสนามหลวง ผู้ใช้บริการส่วนใหญ่จะเป็นชาวต่างชาติ เขาจะให้พนักงานของโรงแรมขี่มอเตอร์ไซค์มารับไปให้บริการถึงที่ แล้วจ่ายค่าตัวให้เรา จากนั้นจะไปบวกกับแขกเท่าไหร่ผมไม่ทราบเหมือนกัน รายได้ของผมไม่แน่นอน ถ้าต้นเดือนก็พอมีรายได้เยอะหน่อย ปลายเดือนก็ได้น้อยหน่อย แต่อย่างต่ำก็อยู่ที่ประมาณ 500 บาทต่อวัน" ชายหนุ่ม กล่าว นอกจากนี้ "ตุ้ย" ยังกล่าวด้วยว่า ผู้ชายหากินที่มาตั้งหลักหาลูกค้าที่นี่ ส่วนมากหนีมาจากสวนลุมฯ เป็นส่วนใหญ่ สาเหตุเนื่องจากช่วงหลังๆ ถูกตำรวจกวดขันหนัก ต่อไปหากที่นี่มีการกวาดล้างอีก ก็ต้องหนีไปที่อื่นอีกเช่นกัน
คลองหลอดแหล่งรวม "ผีขนุน"
คลองหลอดคือ สถานที่สี่ ที่เราสำรวจเพราะบริเวณนี้เป็นอีกแห่งที่ขึ้นชื่อในเรื่องของการขายบริการทา งเพศ หรือที่รู้จักในนาม "ผีขนุน" ลูกค้าส่วนใหญ่คือ ผู้มาขายหรือมาซื้อของแถวปากคลองตลาด ส่วนผู้ที่มาขายบริการในบริเวณนี้ นอกจากจะเป็นหญิงที่อยู่ในวัยตกรุ่นแล้ว ก็ยังมี สาวประเภทสอง ให้เห็นกันเต็มสองข้างถนน เวลาประมาณ 21.30 น. ทีมข่าว คม ชัด ลึก ซุ่มจอดรถอยู่ในมุมมืดข้างประตูวัดแห่งหนึ่งริมคลองหลอด เพื่อซุ่มดูการซื้อขายบริการทางเพศของสาวประเภทสองเหล่านั้นพบว่า มีผู้ชายเดินแวะเวียนมาต่อรองราคาอยู่ตลอดเวลาทั้งเดินเท้า ขี่จักรยานยนต์และขับรถยนต์มาจอดเทียบ แต่เมื่อการต่อรองราคายังไม่เป็นที่พอใจ เธอจึงนั่งรอต่อไปเรื่อยๆ หลังจากนั้น 5 นาที ก็มีรถกระบะเข้ามาจอดเทียบเธอยื่นหน้าเข้าไปคุยจากนั้นก็คว้าถุงใบหนึ่งเข้า ไปนั่งในรถและปิดประตู ทีมงานคม ชัด ลึก เฝ้าสังเกตการณ์อยู่ในรถแต่ไม่เห็นทีท่าว่ารถคันดังกล่าวจะเคลื่อนที่แต่อย่ างใด ทีมข่าวของเรายังซุ่มดูอยู่ต่อไปจนเวลาผ่านไปเกือบ 10 นาที เธอก็เดินลงมาจากรถและเดินไปหยิบขวดน้ำที่วางอยู่บนกำแพงวัดเพื่อล้างปาก ทำให้เราพอจะเดาได้ว่า เธอได้ปฏิบัติกามกิจกับคนในรถกระบะคันนั้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งราคาในลักษณะนี้จะอยู่ที่ประมาณ 50-150 บาท ถูกกว่าการหอบหิ้วกันไปถึงโรงแรม
สวนลุมฯ - สนามหลวงกวาดอย่างไรก็ไม่หมด
ส่วนแห่งที่ห้าและหกนั้นคงเป็นที่คุ้นเคยกันดีคือ บริเวณรอบสวนลุมพินีและรอบสนามหลวง เพราะตรงนี้เป็นที่ขึ้นชื่อลือชามานาน จากการสำรวจล่าสุดพบว่า หลังจากมีการกวาดล้างกันอย่างต่อเนื่องมาก่อนหน้านี้ ยังมีหญิงค้าประเวณีให้เห็นเช่นเดิม แต่สองแห่งนั้นจะแตกต่างในเรื่องของอายุผู้ขายบริการเท่านั้น โดยบริเวณรอบๆ สวนลุมนั้นส่วนมากจะเป็นวัยรุ่นสนนราคาอยู่ประมาณ 500-1,200 บาท แพงกว่าหญิงขายบริการย่านสนามหลวงที่มีราคาไม่เกิน 500 บาท
เพชรบุรีตัดใหม่ แหล่งรวมสาวรุ่น
บริเวณหน้าโรงแรมสยาม ถนนเพชรบุรีตัดใหม่เป็นแห่งที่เจ็ด ที่เราเข้าสำรวจพบว่า ก่อนหน้านี้ขึ้นชื่อลือชาว่ามีเด็กนักเรียน นักศึกษา ออกมาขายบริการหาลำไพ่ตั้งแต่หัวค่ำ ที่นี่บรรยากาศการค้าจะเริ่มขึ้นช่วงหัวค่ำประมาณ 1 ทุ่ม สาวๆ กว่าครึ่งร้อยจะแต่งเนื้อแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีสวยสดใส ใส่เสื้อสายเดี่ยวบ้างเกาะอกบ้างกางเกงขาสั้น หรือไม่ก็ยาวรัดเปรี๊ยะจนเห็นเรือนร่างโค้งเว้าทุกสัดส่วนยืนอยู่ในมุมมืดบ้ างอยู่ในมุมสว่างบ้าง ตั้งแต่เชิงสะพานอโศกไล่ลัดเลาะเข้าไปถึงโรงแรมสยาม ผู้หญิงที่ขายบริการช่วงหัวค่ำส่วนมากจะเป็นเด็กสาวอายุตั้งแต่ 18-20 ปี ที่ทำเป็นไซค์ไลท์หรือมาทำเพียงรอบเดียวพอได้เงิน 1,000-2,000 บาทก็เลิกแล้วเข้าไปเที่ยวตามสถานบันเทิงที่อยู่ใกล้เคียง ส่วนกลุ่มผู้หญิงที่มาขายบริการในช่วงตีหนึ่ง พบว่าส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิงที่มีทำอาชีพขายบริการอยู่แล้วและใช้เวลาหลังจาก เลิกงานจากอาบ อบ นวดที่เป็นงานปกติไปทำงานพิเศษที่หน้าโรงแรมสยามต่อจนถึงเช้า สำหรับราคาค่าบริการทราบว่าราคาการใช้บริการหญิงสาวพวกนี้จะแพงกว่าที่อื่นโ ดยเริ่มต้นตั้งแต่ 800 บาทจนถึง 3,000 บาท ทั้งนี้ยังไม่ได้รวมค่าโรงแรม ที่มีราคาอย่างต่ำ 300 บาทหากใช้บริการห้องของโรงแรมสยาม ราคาไม่เกิน 500 บาท แต่หากวันใดตำรวจออกกวาดล้างหญิงขายบริการที่ยืนอยู่ริมถนนก็จะหลบเข้าไปอยู ่ในบริเวณบ่อตกกุ้งซึ่งอยู่ในร้านอาหารใกล้เคียง โดยการนั่งจับกลุ่มกันในโต๊ะเดียว
ซอยนานาแหล่งรับแขกต่างชาติ
แหล่งขายบริการอีกสองแห่งที่ทีมข่าว "คม ชัด ลึก" เข้าสำรวจคือบริเวณใกล้โรงแรมแอมบาสเดอร์และย่านนานาเหนือ-ใต้ ทั้งสองแห่งนี้มีลักษณะคล้ายๆ กัน ลูกค้าส่วนมากเป็นชาวต่างชาติ ความแตกต่างจะอยู่ตรงที่ค่าบริการ ซึ่งผู้หญิงที่มาขายบริการบริเวณนานาเหนือและใต้ จะแพงกว่าบริเวณรอบๆ โรงแรมแอมบาสเดอร์เพราะส่วนมากจะเป็นชาวต่างชาติเกรดเอที่มาใช้บริการ ตลาดค้าบริการของทั้งสองแห่งนี้จะเริ่มตั้งแต่เวลา 2-3 ทุ่ม มีหญิงสาวขายบริการทั้งชาวไทยและต่างชาติกว่ากว่า 500 คน ในแต่ละค่ำคืนบริเวณนี้จะมีผู้หญิงไทยออกหาล่าเหยื่อชาวต่างชาติประเภท "ผิวดำ" ไม่รวมถึงสาวรัสเซียและสาวอุซเบกิสถานที่แอบเข้ามาขายบริการในโรงแรมเล็กๆ ในตรอกซอยแถวนั้นด้วย การใช้บริการหญิงสาวต่างชาติเหล่านี้หากเป็นคนไทยจะค่อนข้างลำบากเพราะไม่มี นายหน้าหรือคนที่รู้จักคุ้นเคยนำพา จะถูกผู้จัดการโรงแรมปฏิเสธทันที เนื่องจากช่วงที่ผ่านมามีเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการค้าประเวณีของหญิงสาวชาว ต่างชาติค่อนข้างมาก แต่หากผู้ที่ใช้บริการมากับไกด์หรือคนรู้จักกัน ผู้จัดการโรงแรมก็จะจัดหาสาวๆ ชาวไทยหรือชาวต่างชาติที่ไม่สามารถพูดไทยได้มาให้เลือก สำหรับสนนราคาเริ่มต้นที่ 1,500 บาทเป็นอย่างต่ำ แต่สำหรับขาประจำที่รู้ทางจริงๆ อาจจะเหลืออยู่ที่ 1,000 บาท ไม่รวมค่าห้องชั่วคราวที่เดินขึ้น บันไดไม่ถึง 20 ขั้น ก็ถึงเตียงวิมานคิดราคา 300 บาท ส่วนผู้ที่นิยมสาวๆ ชาวต่างชาติจะต้องควักสตางค์ค่อนข้างแพงถึง 2,500-4,000 บาทต่อการเรียกใช้บริการครั้งหนึ่ง ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่าผู้หญิงชาวต่างชาติทั้งรัสเซียและสาวอุซเบกิสถานที่ มาปักหลักขายบริการอยู่แถบนี้จะระมัดระวังตัวมากเป็นพิเศษ เพราะกลัวว่าจะถูกล่อซื้อแล้วถูกจับกุมส่งกลับประเทศ หากแขกมีลักษณะเหมือนคนมีสีหรือแม้กระทั่งถือวิทยุสื่อสาร เธอจะหลบหายไปในทันที ส่วนตลาดเนื้อสดบริเวณด้านหน้าโรงแรมแอมบาสเดอร์นั้นพบว่า ตลาดจะเริ่มคึกคักพร้อมๆ กับซอยนานา แต่เกรดของผู้หญิงที่ขายบริการจะด้อยกว่าทางซอยนานาเหนือและใต้ นอกจากนี้ในร้านอาหารดังแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ในย้านนั้นยังเป็นแหล่งนัดพบขอ งหนุ่มสาวที่เสร็จจากงานในช่วงเวลากลางคืน หญิงสาวบางคนยังอารมณ์ค้างอยู่กับการขึ้นห้องกับแขกในเวลางาน ก็จะนิยมมาที่นี่เพื่อซื้อขายบริการเสพสุขกันอย่างเสรี ซึ่งสนนราคาอยู่ที่ความพอใจกันของทั้งสองฝ่าย ตำรวจปวดหัวจับเท่าไรก็ไม่หมด
ย่านค้ากามทั้ง 9 แห่งล้วนเป็นแหล่งเดิมๆ ที่รู้กันดีว่ามีพฤติกรรมเช่นนี้เกิดขึ้น ตำรวจแต่ละท้องที่ก็ออกกวาดล้างเป็นระยะๆ แต่ดูเหมือนว่าโสเภณีเร่ร่อนทั้งหญิง ชายจะไม่ได้ลดลงสักเท่าไร พ.ต.อ.อุทาสิน ฤทธิ์เรืองเดช ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลพระราชวัง (ผกก.สน.พระราชวัง) ยอมรับว่า บริเวณหน้าวังสราญรมย์มีกลุ่มผู้ชายมาปักหลักขายบริการอยู่เป็นเวลานานแล้ว ที่ผ่านมามีการระดมกวาดล้างอย่างต่อเนื่อง จนระยะหลังกลุ่มผู้ขายบริการลดน้อยลงไปบ้าง แต่ก็ยังคงมีให้เห็นอยู่ "เรามีการจับกุมตัวมาดำเนินคดีทุกวัน บางวันจับได้มากที่สุดถึง 30-40 คนเลยทีเดียว ไม่รู้มาจากไหนกัน ตอนนี้เราทำได้อย่างเดียวก็คือออกตรวจวันละ 2 ครั้ง ช่วง 3 - 4 ทุ่มและตี 3 - ตี 4 แต่ก็ยังไม่วายที่จะมีคนเข้ามาลักลอบขายบริการอยู่ดี" พ.ต.อ.อุทาสิน กล่าว ผกก.สน.พระราชวัง กล่าวต่อว่า ปัจจุบันผู้ชายที่มาขายบริการในบริเวณดังกล่าวไม่ใช่คนในพื้นที่ ส่วนใหญ่จะเดินทางเข้ามาจากที่อื่นตั้งแต่หัวค่ำ ปัจจุบันไม่มีสถิติผู้ค้าประเวณีที่แน่นอน เพราะบางช่วงก็มีมากบางช่วงก็มีน้อย ขึ้นอยู่กับท้องที่ไหนมีการกวาดล้างก็จะหนีมาอยู่ที่นี่ หมายเหตุเก็บมาเพราะมันน่าสนใจดี

รีเอ็กซเรย์ตลาด"ผู้ชายขายตัว"


"เด็กขายน้ำ"!!! ในอดีตหากเอ่ยคำนี้หลายคนคงคุ้นหู และรู้ว่าคือคำนิยามที่หมู่รักร่วมเพศใช้เรียกขาน "ชายขายบริการทางเพศ".....มาถึงสมัยนี้แวดวงหมู่ชาวเกย์ เด็กขายน้ำดูเป็นคำโบราณคร่ำครึ คำที่ทันสมัยในปัจจุบันจึงผันเปลี่ยนมาใช้คำว่า "เซลล์".....นัยว่าจะช่วยยกระดับอาชีพนี้ให้ดูดีขึ้น วันนี้ด้วยสังคมที่เปิดกว้าง ยอมรับรสนิยมกามารมณ์ส่วนตัวมากขึ้นเท่าใด จำนวน "เซลส์" ที่เคยมีบริการกันแบบ "ลับเฉพาะ" ในสถานบริการบางแห่ง จึงพัฒนาแพร่ขยายมาถึงขั้นมี "นายบริการทางโทรศัพท์"....."เซลล์" หรือ "ธุรกิจโสเภณีชาย" ไปไกลกว่าที่คนนอกวงการคาดคิด เพราะมีบริ การแบบ "ฟูลออพชั่น" ทั้งเป็นแบบเพื่อนเที่ยว เพื่อนออกงานสังคม และเพื่อนนอน ยิ่งกว่านั้นวันนี้ "โสเภณีชาย" ไม่เพียงขายตัวกับเกย์ หากแต่รวมไปถึงการขายตัวให้กับบรรดาสาวแก่แม่ม่ายใน "แวดวงไฮโซ"!!! ทั้งนี้เมื่อนึกถึงสถานที่ที่มีผู้ชายขายตัว "วังสราญรมย์" เป็นสถานที่แห่งหนึ่งในอันดับต้นๆ ที่ชายที่ชอบไม้ป่าเดียวกันและ "ผู้หญิงขี้เหงา" ส่วนใหญ่นึกถึง เพราะบริเวณนี้ถือเป็นศูนย์รวมของผู้ ชายขายตัวทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายที่มีจิตใจเป็นหญิง หรือผู้ชายที่รูปร่างกำยำ แต่มีจิตใจชอบผู้ ชาย และประเภท "เสือไบ" หรือผู้ชายที่ได้ทั้งชายและหญิง ปัจจุบัน "ตลาดกาม" แห่งนี้มีความเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ที่ครั้งหนึ่งจะมีเพียงการขายตัวธรรมดา ตกลงราคากันข้างทาง ถูกใจก็ขึ้นรถไปกับลูกค้า แต่งตัวตามแฟชั่นทั่วไปเท่านั้นไม่ได้เน้นอะ ไรมากมายนัก แต่ทุกวันนี้ "โสเภณีชาย" ย่านนี้มีการพัฒนามากขึ้น บางคนผูกไทใส่สูท รูปร่างกำยำ หน้าตาหล่อเหลา การพูดจาสื่อสารสุภาพ อีกทั้งมี "โปรโมชั่น" ใหม่ๆให้ลูกค้า "แมค" หนุ่มวัย 22 ปี รูปร่างกำยำ หน้าตาหล่อเหลา แต่งกายสะอาดตา หนึ่งใน "โสเภณีชาย" ที่ยึด "วังสราญรมย์" เป็นแหล่งทำมาหากิน บอกว่า อัตราค่าบริการของเขาอยู่ที่ 500 บาท เพิ่มเวลาให้จากเดิม 2 ชั่วโมง เป็น 3 ชั่วโมง หากให้บริการต่อเนื่องได้ "ไม่ถึง 30 นาที ยินดีคืนเงิน" หรือ "ฟรี" สำหรับลูกค้าผู้หญิงและลูกค้าเพศชายที่เป็นฝ่ายรับ แต่สำหรับลูกค้า "ชาวต่างชาติ" เขาจะเพิ่มราคาเป็น 800 บาท ไม่รวมค่าห้องพักที่จะต้องตกเป็นภาระของลูกค้า "แมค" เล่าอีกว่า ขณะนี้ผู้ชายที่มาขายบริการในสถานที่นี้ต้องแข่งขันแย่งลูกค้ากันด้วยวิธีการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกายที่จะต้องดูดีสะอาดตา บางวันมีคนใส่สูทผูกเนคไทมายืนขายบริการ ขณะที่รูปลักษณ์ที่กลุ่มลูกค้าให้ความสนใจ คือ ต้องมี "รูปกายกำยำ" เขาก็ต้องไปเล่นกล้ามเพาะกายตาม "ฟิตเนส" ราคาถูก ส่วนคนที่ไม่มีเงินมากนักก็จะออกกำลังกายอย่างง่ายๆอยู่กับที่พัก..... ส่วน "ลูกค้า" มีมากหน้าหลายตา บางคนขับรถยนต์ยี่ห้อดีราคาหลักล้าน บางคนนั่งแท็กซี่ บางคนขี่รถจักรยานยนต์ บางรายให้เจ้าหน้าที่จากโรงแรมขับรถมารับถึงที่ สำหรับลูกค้าผู้ชายที่นิยมชายด้วยกัน อายุเฉลี่ยประมาณ 25 ปีขึ้นไป ขณะที่ผู้หญิงที่เข้ามาใช้บริการน้อยกว่าอายุประมาณ 25 ปีขึ้นไปเช่นกัน โดยส่วนใหญ่ลูกค้าจะ "เมา" มาแล้วแทบทั้งสิ้น "ผมเข้ามาหากินอยู่บริเวณนี้นานหลายเดือนแล้ว ก่อนหน้านี้ขายบริการอยู่แถบถนนสีลม แต่ด้วยการที่มีคนเข้ามายึดอาชีพนี้เยอะ มีเด็กรุ่นใหม่หน้าตาดี ทำให้รายได้น้อยลง จึงตัดสินใจออกมาหากินแบบอิสระ ตอนอยู่ร้านแห่งหนึ่งแถวสีลม คืนหนึ่งๆผมได้แค่ 800 บาท โดนตัดหัวคิวครึ่งต่อครึ่ง อีกทั้งคนเชียร์แขกถ้าไม่ให้เขา เขาก็จะเชียร์คนอื่น ผมออกมาหากินข้างนอกดีกว่า" แมค กล่าว อย่างไรก็ดี ดูเหมือนว่าในอนาคต "แมค" และผองเพื่อนร่วมอาชีพ "โสเภณีชาย" อาจจะต้องได้รับผลกระทบมากขึ้น เพราะนอกเหนือจาก "เด็กใหม่" ที่ก้าวขึ้นมาแทนที่แล้ว ขณะนี้พบว่า "ชาว ต่างชาติ" โดยเฉพาะประเภท "นิโกร" กำลังคืบคลานเข้ามาแย่งส่วนแบ่งการตลาดจากพวกเขา เพราะกำลังได้รับความนิยมอย่างยิ่งจากลูกค้า จากการสำรวจผนวกกับงานวิจัยหลายๆชิ้น พบว่า ปัจจุบันจำนวน "โสเภณีชาย" มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ผู้ชายที่ขายบริการจะมีอายุตั้งแต่ 12-35 ปี กลุ่มเด็กที่มีอายุ 12-13 ปี จะขายบริการให้กับผู้ ชายต่างชาติ ส่วนผู้ชายที่มีอายุตั้งแต่ 18-35 ปี จะขายบริการให้กับกลุ่มหญิงไทยและต่างชาติ "ผู้ชายขายบริการ" ส่วนใหญ่จะมีหน้าตาดี มีการศึกษา เป็นพนักงานบริษัท และนักศึกษา ที่ต้องการรายได้เสริม หรือ "กลุ่มเด็กเร่ร่อน" "ผู้ชายไทย" ค่อนข้างได้รับความนิยมจาก "หญิงต่างชาติ" โดย เฉพาะญี่ปุ่น ที่ขึ้นชื่อลือชาถึงขั้น "เหมาทัวร์" มาใช้บริการ เพราะผู้ชายไทยเอาใจเก่ง.....ที่สำคัญ ราคาแบบไทย เมื่อคิดเป็นเงินเยน "ไม่แพง"!!! กลับกันรสนิยมลูกค้า "หญิงไทย" กลุ่มที่มีอายุมากและฐานะร่ำรวย จะนิยม "ผู้ชายต่างชาติ" โดยเฉพาะขณะนี้เน้นไปที่ "หนุ่มนิโกร" เพราะเชื่อกันว่าร่างกายแข็งแรง บึกบึน มีความโลดโผน รุน แรง..... เมื่อ "หนุ่มนิโกร" เป็นสินค้าที่ตลาดต้องการ "เอเย่นต์" ก็ต้องพยายามนำเข้า เท่าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และตำรวจท่องเที่ยว มีข้อมูล คือ ส่วนใหญ่เป็นนิโกรจากจาเมกา และไนจีเรีย ซึ่งมีการผลัดเปลี่ยนเวียนหน้า ประมาณปีละ 100 คน "ทำเลที่นิโกรเหล่านี้เตร็ดเตร่จะอยู่แถวๆ ซ.นานา สุขุมวิท สินค้าดี ตลาดต้องการ ทั้งยังมีจำ นวนไม่มาก ค่าบริการหนุ่มนิโกรจึงค่อนข้างแพงมาก แพงที่สุดประมาณครั้งละ 7,000 บาท เทียบกับผู้ชายไทยมาตรฐานเดียวกัน ไม่เกิน 5,000 บาท และ 7,000 บาทนี้ เป็นแค่ค่าตัว ไม่รวมค่าเครื่องดื่ม ค่าที่พัก เบ็ดเสร็จแล้วต่อครั้งประมาณ 2-3 ชั่วโมง การใช้บริการจากหนุ่มนิโกร จะมีค่าใช้จ่ายถึง 1 หมื่นบาท ซึ่งบริการหนุ่มผิวดำราคาแพงขนาดนี้ ลูกค้าส่วนใหญ่จะต้องเป็นไฮโซ มีเงินเหลือใช้ ไม่ใช่สิน ค้าสำหรับหญิงไทยทั่วไปที่มีฐานะระดับขั้นพอมีหยิบฉวย" แหล่งข่าวจากตำรวจท่องเที่ยว ให้ข้อ มูล แหล่งข่าวรายเดิม ให้ข้อมูลอีกว่า สำหรับ "ลูกค้าไฮโซ" ที่นิยมชมชอบซื้อบริการทางเพศ "หนุ่มนิโกร" ก็ไม่ใช่ประเภทอ้วนฉุ อายุมาก หรือหน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่อะไร เพราะส่วนใหญ่ที่เห็นจะหน้าตาดี รูปร่างไม่ธรรมดา แถมอายุอานามไม่ได้มากมายอย่างที่คิด เท่าที่ทราบเคยมีถึงขนาดบางครั้งอายุแค่ 20 ปีก็มี ซึ่งหลายคนคงเกิดคำถามว่าแล้วด้วยสภาพเช่นนี้ ทำไมผู้หญิงเหล่านี้ยังต้องออกมาหาความสำราญนอกบ้าน ถึงขั้นต้อง "ซื้อบริการทางเพศ"..... คำตอบมันก็ง่ายๆ คือ ชายผู้เป็นสามี หรือที่เป็นแฟนไม่เอาไหน ไร้อารมณ์ "นกเขาไม่ขัน" หรืออาจ "นกกระจอกไม่ทันกินน้ำ" และที่สำคัญพวกเธอคงได้รับความหฤหรรษ์..... "ไม่ถึงใจ"!!! ถ้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังปล่อยให้ "ตลาดโสเภณีชาย" ทั้งไทยและเทศ เติบโตอยู่เช่นนี้ต่อไป สุดท้ายผลกระทบจะเกิดขึ้นกับ..... "สถาบันครอบครัว"!!! ขอบคุณหนังสือพิมพ์แนวหน้า


ตัวเหี้ยในคราบของแขก

อย่าคิดว่ามีแต่เด็กวังเท่านั้นนะคั้บที่ปล้นแขก แขกบางประเภทถือเป็นคนอันตรายของเด็กวังเหมือนกัน แขกประเภทนี้บอกได้เลยว่า เมริงอย่ามาหาเด็กแถววังอีกเป็นอันขาด อย่าให้เด็กจำหน้าจำทะเบียนรถได้ มียกพวกกระทืบ ปล้นคืนให้สาสม สัดเป็ด
ลักษณะหรือพฤติกรรมของแขกจัญไรประเภทนี้
1.หลอกเด็กวังไป แล้วเกิดเปลี่ยนใจหลอกให้เด็กวังลงจากรถแล้วแมร่งชิ่งหนี บางรายยังดีที่ให้ค่ารถกลับ บางรายเหี้ยกว่า ปล่อยกลับเอง เฮอๆ
2.พาเด็กไป เย็ดเสร็จ แมร่งหาอุบายไม่จ่ายตังค์ ทั้งชิ่งหนี ทั้งหลอกให้ไปซื้อของ 7-11 (อันนี้บ่อย) แล้วแมร่งก็ชิ่งหนี สัด ไม่มีเงิน ก็ชักว่าอยู่บ้านสิ เมริงจามาหาหลอกกันทำไม คนทำมาหากินนะเว้ย
3.อันนี้หนักกว่าข้อสองอีก เย็ดเสร็จ นอกจาไม่จ่ายแล้ว ยังขโมยของเด็กวังติดไม้ติดมืออีก สัดพวกนี้ไม่ตายดีแน่
เอาเป็นว่ามีกันทุกรูปแบบ มันน่าเจ็บใจ ต้องกระทืบให้สลบคาตรีน
ตอนนี้ขอฝากถึงเพื่อนๆเด็กวังด้วยละกันว่า
1.พูดคุยกับลูกค้าอย่างเป้นกันเอง พยายามสอบถามถึงทรัพย์สินมีค่าของแขกว่าเอามาเท่าไหร่ เก็บไว้ที่ไหน ????-.-* อะอะ ล้อเล่น ก็พยายามทำความรู้จักกับแขกให้มากที่สุด แต่อย่าถามจนเขารำคาญหล่ะ เดี๋ยวจะโดดถีบตกรถกันพอดี แล้วอย่ามาบ่นให้ฟังแระกัน
2.ถ้าเป็นไปได้ ขอเก็บเงินแขกล่วงหน้าไปเลย วัดใจกัน เมริงจ่ายมา กรูได้ กรูชิ่ง อิอิ ล้อเล่นอีกแล้ว 555+
3.อย่าเอาของมีค่าติดตัวไป เอาแต่ค่ารถไปก้อพอ ที่เหลือไปเอากับแขก อิอิ
4.กรณีแขกเล่นตัว ทำมั่วนิ่ม อิดออดไม่ยอมจ่ายตัง ทำท่าจะเบี้ยวค่าตัว หรือให้เราไปซื้อของให้ อันนี้รีบขอค่าตัวมาก่อนเลย ก่อนลงจากรถ ไม่ไห้ก้อไม่ต้องลง ถ้ามันยังยึกยักอีก ก้อขู่ไม่ก้อปล้นมันซะเลย ซ้อมเอาให้หนัก แล้วเก็บทรัพย์สินของมันมาทั้งหมด เอาให้หมดเนื่อหมดตัวไปเลย
ปล.อย่าลืมฝากเบอร์รองเท้าไว้ที่หนังหน้าของมันด้วย เอามาชัดๆเน้นๆละกัน

เด็กวังปล้นแขก

หลายครั้งหลายครา ที่ตกเป็นข่าวทางโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ เรื่องของการถูกมอมยารูดทรัพย์ หรือเรียกเพื่อนๆมาช่วยปล้นแขกในโรงแรม แต่ว่าโอกาศดีๆแบบนี้ (-.-") ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก อย่างที่ผมเคยบอกเอาไว้นะคั้บว่า เด็กวังที่นี่มาจากทุกสารทิศ ร้อยพ่อพันแม่ ร้อยสันดานมาเลยละ ย่อมต้องมีทั้งที่ดีและไม่ได้ปะปนกันไป สำเรื่องเรื่องต้องขอฝากแขก หรือลูกค้าไปเลยก้อแล้วกันนะคั้บ ว่าการมาเที่ยวลักษณะแบบนี้ต้องมีความระมัดระวังตัว มีสติ ไม่ประมาท อย่าลืมนะคั้บ ว่าแขกหรือลูกค้าเองที่เป้นคนเลือกว่าจะใช้บริการจากเด็กวังคนไหน แต่ในที่นี้จะขอแนะนำวิธีป้องการจากการถูกปล้นโดยเด็กวัง ซักเล็กน้อยนะคั้บ
1.หาเพื่อนไปด้วย (เอาไปหมู่ อิอิ)
2.อย่าอวดร่ำอวดรวย เงินอะพกไปแต่พอจ่ายค่าตัว กะค่าโรงเเรม แล้วก็ค่าน้ำมันรถกลับก็พอ ของมีค่าไม่จำเป็นก็ไปต้องใส่มา นั่นหน่ะมันตัวล่อตาล่อใจเลยนะคั้บ หุหุ
3.อย่าเปิดช่อง หรือโอกาศให้เด็กวังได้อยู่ใกล้ชิดกับทรัพย์สินอันมีค่ามากมายก่ายกองของท่านเพียงลำพัง ความโลภมักเปลี่ยนนิสัยคนเสมอ
4.ควรทำความรู้จักกับเด็กวังที่ท่านเลือกพอสมควร ในกรณีที่เกิดเหตุจะได้ง่ายต่อการติดตามตัว (หรือเรียกใช้บริการในครั้งต่อไป)
5.มีสติ
ร่วมด้วยช่วยกันให้สังคมเด็กวังอยู่อย่างมีความสุข